คลายตึงเครียดตะวันออกกลาง! ดันเงินบาทแข็งค่ารับอรุณ จับตาสามธนาคารกลางใหญ่ชี้ชะตาดอกเบี้ยสัปดาห์นี้
ตลาดการเงินโลกเปิดฉากสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมด้วยสภาวะความตึงเครียดที่เริ่มผ่อนคลายลง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านส่งสัญญาณชะลอการเผชิญหน้าชั่วคราว ดึงราคาน้ำมันร่วงหนักและส่งผลให้ค่าเงินบาทเช้าวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เปิดตลาดแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 33.59–33.61 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางการเฝ้าระวังตัวเลขเศรษฐกิจและมาตรการดอกเบี้ยระดับโลก
สรุปประเด็นด่วน (Key Takeaways)
พักรบชั่วคราวพยุงตลาด: ทำเนียบขาวระงับปฏิบัติการโจมตีอิหร่านชั่วคราว ขณะที่เตหะรานพร้อมหยุดโต้ตอบ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงราวร้อยละ 4.7 ลงไปแตะระดับ 92.19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
บาทแข็งค่ารับข่าวดี: อานิสงส์ดอลลาร์อ่อนค่าและน้ำมันร่วงหนุนเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแกว่งตัวในกรอบ 33.59–33.61 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวรับสำคัญถัดไปอยู่ที่ 33.50 บาท
ต่างชาติลุยหุ้นเทขายบอนด์: ฟันด์โฟลว์สัปดาห์นี้เคลื่อนไหวสองทิศทาง โดยนักลงทุนต่างชาติช้อนซื้อหุ้นไทยกว่า 6,491 ล้านบาท แต่เดินหน้าเทขายพันธบัตรไทยออกไปกว่า 10,000 ล้านบาท
บิ๊กแมตช์นโยบายการเงิน: ตลาดเตรียมจับตาการประชุมครั้งสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ อังกฤษ และญี่ปุ่น พร้อมตัวเลขจีดีพีและเงินเฟ้อสหรัฐฯ เพื่อหาทิศทางดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง
สัญญาณบวกภูมิรัฐศาสตร์เด็ดปีกน้ำมัน หนุนเงินบาทดีดตัวแข็งค่า
ความหวังเรื่องการเจรจาหยุดยิงครั้งใหม่เริ่มปรากฏขึ้น หลังจากสหรัฐฯ ประกาศระงับการโจมตีอิหร่านในช่วงท้ายของปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้อิหร่านส่งสัญญาณตอบรับว่าจะไม่มีการตอบโต้ตราบใดที่สถานการณ์ยังคงสงบ ความเคลื่อนไหวนี้ช่วยลดแรงกดดันในตลาดพลังงานทันที โดยราคาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างรวดเร็วถึงร้อยละ 4.7 มาอยู่ที่ระดับ 92.19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งช่วยบรรเทาความวิตกเรื่องภาวะเงินเฟ้อของกลุ่มประเทศผู้นำเข้าพลังงานลงได้มาก
ความผ่อนคลายดังกล่าวส่งผลบวกโดยตรงต่อค่าเงินบาทในเช้าวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 โดยเปิดตลาดปรับตัวแข็งค่าขึ้นมาเคลื่อนไหวบริเวณ 33.59–33.61 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อเทียบกับระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่แกว่งตัวอยู่ในช่วง 33.68–33.70 บาทต่อดอลลาร์ โดยทางธนาคารทีเอ็มบีธนชาตระบุค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ 33.61 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่กรุงไทยโกลบอลมาร์เก็ตส์รายงานราคาเปิดที่ 33.59 บาทต่อดอลลาร์ พร้อมชี้ว่าในคืนที่ผ่านมาเงินบาทแกว่งตัวในกรอบ 33.57–33.73 บาทต่อดอลลาร์ และกำลังทดสอบแนวรับสำคัญถัดไปที่ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์
ตลาดระวังภัยเงียบทะเลแดง-จับตาภาวะเศรษฐกิจแกร่งของสหรัฐฯ
แม้ราคาน้ำมันดิบจะปรับฐานลดลงชั่วคราว ทว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินจากกรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ได้เน้นย้ำว่า ความเสี่ยงด้านการขนส่งพลังงานโลกยังไม่หมดไป เนื่องจากภัยคุกคามจากการโจมตีเรือขนส่งในแถบทะเลแดงโดยกลุ่มฮูตียังคงดำเนินอยู่ ซึ่งเส้นทางขนถ่ายดังกล่าวมีปริมาณการลำเลียงน้ำมันดิบสูงถึงวันละประมาณ 4 ล้านบาร์เรลเลยทีเดียว
นอกจากนี้ เมื่อประเมินความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างแล้ว เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงมีความยืดหยุ่นต่อวิกฤตพลังงานรอบใหม่ได้ดีกว่ากลุ่มประเทศยุโรปและญี่ปุ่นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากสหรัฐฯ มีแหล่งผลิตพลังงานของตนเองในสัดส่วนที่สูงและไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้แรงกดดันที่จะเทขายเงินดอลลาร์อาจมีขอบเขตจำกัด และดอลลาร์สหรัฐก็พร้อมที่จะสลับกลับมาแข็งค่าขึ้นได้เสมอ
ราคาทองคำขยับรับดอลลาร์อ่อน ท่ามกลางทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายสองฝั่ง
ด้านราคาทองคำในประเทศได้รับปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าบางส่วนของดอลลาร์สหรัฐ โดยพยายามฟื้นตัวกลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ห้องค้าเงินเอสซีบีประเมินว่า ราคาทองคำพยายามทดสอบระดับแนวต้านสำคัญที่ 4,138 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่การฟื้นตัวยังถูกจำกัดเนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศยังคงอยู่ในระดับสูง
ในส่วนของกระแสเงินทุนหมุนเวียนในตลาดทุนไทยสัปดาห์นี้พบว่า นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในกลุ่มหุ้นไทยมูลค่า 6,491 ล้านบาท แต่กลับเดินหน้าเทขายสุทธิในตลาดพันธบัตรไทยอย่างหนักหน่วงถึง 10,058 ล้านบาท ซึ่งทางทีเอ็มบีธนชาตประเมินยอดเงินไหลออกจากพันธบัตรไว้ใกล้เคียงกันที่ 10,155 ล้านบาท โดยความแตกต่างทางพฤติกรรมนี้เกิดจากอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรต่างประเทศที่ยังคงจูงใจกว่า จึงทำให้แรงหนุนที่จะช่วยพยุงเงินบาทจากกระแสเงินทุนยังทำได้ไม่เต็มที่
บทวิเคราะห์: ทิศทางดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐฯ ด่านสำคัญชี้ชะตาค่าเงินบาท
ความท้าทายหลักของนักลงทุนในสัปดาห์นี้คือ การรอคอยมติการประชุมนโยบายการเงินของ 3 ธนาคารกลางยักษ์ใหญ่อย่างธนาคารกลางสหรัฐฯ ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางญี่ปุ่น ควบคู่ไปกับการรายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศและดัชนีเงินเฟ้อพีซีอีของฝั่งสหรัฐฯ
ประเด็นที่น่าจับตามองและอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดอย่างรุนแรงคือ “ความเห็นต่าง” ของนักวิเคราะห์ต่อทิศทางของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยมุมมองจากสถาบันการเงินหลักอย่างทีเอ็มบีธนชาต กรุงไทย และกรุงศรี ประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เท่าเดิมในรอบนี้ สวนทางกับห้องค้าเงินเอสซีบีที่ประเมินว่า มีความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะสร้างความประหลาดใจให้ตลาดด้วยการประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกร้อยละ 0.25
หากผลลัพธ์การประชุมออกมาเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยจริงตามที่เอสซีบีคาดการณ์ ย่อมจะผลักดันให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและฉุดเงินบาทให้อ่อนค่าลงทันที แต่หากเลือกที่จะคงดอกเบี้ยตามการคาดการณ์ส่วนใหญ่ น้ำหนักความผันผวนจะย้ายไปอยู่ที่การตีความสัญญาณนโยบายในเดือนกันยายนแทน ซึ่งภาพรวมในสัปดาห์นี้ผู้ประกอบการควรติดตามกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่คาดว่าจะแกว่งตัวกว้างระหว่าง 33.40–34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐอย่างใกล้ชิด
